ชีวิตพลิก สาววัย 22 ตรวจพบ HIV ก่อนวิวาห์ ทั้งที่ไม่เคยมีเซ็กซ์ พบต้นเหตุไม่คาดคิด ลั่นไม่น่าเลย!

สาวจีนวัย 22 ปีตรวจคัดกรองเอชไอวีเป็นบวกก่อนแต่งงาน หาต้นเหตุ คาดเจาะหูริมทางไม่ได้มาตรฐานความสะอาด
จากชีวิตที่กำลังเดินเข้าสู่ช่วงเวลาแห่งความสุข หญิงสาววัย 22 ปีจากมณฑลอานฮุย ประเทศจีน กลับต้องเผชิญข่าวที่ไม่คาดคิด หลังผลตรวจสุขภาพก่อนแต่งงานระบุว่าการตรวจคัดกรองแอนติบอดีเอชไอวีมีปฏิกิริยา โดยรายงานข่าวหลายแห่งอ้างว่า แพทย์สงสัยว่าอาจเกี่ยวข้องกับการเจาะหูราคาถูกจากผู้ให้บริการริมทาง
เรื่องราวดังกล่าวถูกนำไปเผยแพร่ต่ออย่างรวดเร็ว พร้อมคำเตือนว่าการเจาะหู สักคิ้ว สักตามร่างกาย หรือทำหัตถการเสริมความงามด้วยอุปกรณ์ไม่สะอาด อาจเปิดทางให้เชื้อที่ติดต่อผ่านเลือดเข้าสู่ร่างกายได้
ชีวิตกำลังจะมีความสุข ก่อนผลตรวจเปลี่ยนแผนแต่งงาน
สื่อออนไลน์ต่างประเทศรายงานโดยใช้ชื่อสมมติว่า “ติงติง” ระบุว่าเธอเพิ่งสำเร็จการศึกษาระดับมหาวิทยาลัย และกำลังเตรียมแต่งงานกับชายหนุ่มที่รู้จักกันผ่านการแนะนำของครอบครัว หลังคบหากันมาเกือบหนึ่งปี ทั้งคู่ตัดสินใจเข้ารับการตรวจสุขภาพก่อนแต่งงาน
รายงานอ้างว่า ผลตรวจคัดกรองของหญิงสาวแสดงข้อความเกี่ยวกับแอนติบอดีเอชไอวี ทำให้เธอและครอบครัวตกใจอย่างหนัก เนื่องจากเธอยืนยันว่าไม่เคยมีเพศสัมพันธ์มาก่อน เนื่องจากนี่เป็นความสัมพันธ์ครั้งแรก จึงไม่น่ามีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้
หลังสอบถามประวัติ มีการนำเหตุการณ์ที่หญิงสาวเคยถูกชวนให้เจาะหูจากผู้ให้บริการริมทางมาเป็นข้อสันนิษฐาน โดยสงสัยว่าอุปกรณ์อาจไม่ได้เปลี่ยนใหม่หรือผ่านกระบวนการทำให้ปราศจากเชื้ออย่างเหมาะสม อย่างไรก็ดี นี่เป็นเพียงข้อสันนิษฐาน ไม่ใช่ข้อพิสูจน์ว่าการเจาะหูครั้งนั้นเป็นต้นทางของการติดเชื้อ
ผลตรวจแอนติบอดี HIV เป็นบวก ยังต้องตรวจยืนยัน
ข้อสำคัญที่ต้องทำความเข้าใจคือ ผลตรวจคัดกรองเอชไอวีที่มีปฏิกิริยาหรือเป็นบวก ไม่ควรถูกเรียกว่าเป็นการวินิจฉัยขั้นสุดท้ายทันที แนวทางของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐอเมริกาแนะนำให้ตรวจเพิ่มเติมตามลำดับ เช่น การตรวจแยกแอนติบอดี HIV-1 และ HIV-2 หรือการตรวจสารพันธุกรรมของไวรัสตามความเหมาะสม
การตรวจยืนยันมีความสำคัญ เพราะการตรวจคัดกรองทุกชนิดมีโอกาสพบผลบวกลวงได้ แม้จะเกิดขึ้นไม่บ่อย ดังนั้น ผู้ที่ได้รับผลตรวจคัดกรองเป็นบวกไม่ควรตื่นตระหนกหรือสรุปสถานะของตัวเองก่อนพบแพทย์และเข้าสู่กระบวนการตรวจยืนยัน
นอกจากนี้ แม้ผลตรวจยืนยันว่ามีเชื้อเอชไอวีจริง การซักประวัติเพียงอย่างเดียวก็ไม่สามารถระบุต้นทางการติดเชื้อได้แน่นอน เนื่องจากไม่ได้มีการไปตรวจที่ร้านเจาะหูอย่างจริงจัง
เจาะหูติด HIV ได้หรือไม่?
การเจาะหูสามารถเป็นช่องทางแพร่เชื้อเอชไอวีได้ในทางทฤษฎี หากมีการใช้เข็มหรืออุปกรณ์ที่ปนเปื้อนเลือดร่วมกัน เพราะเชื้อเอชไอวีสามารถแพร่ผ่านเลือดที่เข้าสู่บาดแผลหรือกระแสเลือดโดยตรง แต่เมื่อใช้อุปกรณ์ใหม่แบบใช้ครั้งเดียวและปฏิบัติตามมาตรฐานควบคุมการติดเชื้อ ความเสี่ยงจะต่ำมาก
CDC ระบุว่า เชื้อเอชไอวีอาจแพร่ผ่านการใช้เข็มหรือกระบอกฉีดยาร่วมกันในการเจาะและสักได้ หากอุปกรณ์มีเลือดของผู้ติดเชื้อปนเปื้อนอยู่ แต่การมีความเป็นไปได้ไม่ได้แปลว่าจะเกิดการติดเชื้อทุกครั้ง เพราะความเสี่ยงขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ปริมาณเลือด สภาพของเชื้อ ระยะเวลาที่อยู่นอกร่างกาย และความลึกของบาดแผล
ในสถานที่ที่ไม่ได้มาตรฐาน ความเสี่ยงจากไวรัสตับอักเสบบีและซี รวมถึงการติดเชื้อแบคทีเรียก็เป็นเรื่องที่ต้องระวังเช่นกัน โดย CDC ยืนยันว่าไวรัสตับอักเสบซีสามารถแพร่จากการสักหรือเจาะในสถานที่ที่ไม่มีใบอนุญาต หรือใช้อุปกรณ์ที่ไม่ผ่านการทำให้ปราศจากเชื้อได้
ปืนเจาะหู ใช้ซ้ำได้หรือไม่?
ปืนเจาะหูบางประเภทมีส่วนที่สัมผัสผิวหนังหรือของเหลวจากบาดแผล และอาจทำความสะอาดหรือทำให้ปราศจากเชื้อได้ยากกว่าการใช้เข็มเจาะแบบครั้งเดียว ทั้งนี้ ความปลอดภัยขึ้นอยู่กับรูปแบบอุปกรณ์ ขั้นตอนการใช้งาน และมาตรฐานของผู้ให้บริการ
ผู้ใช้บริการควรตรวจสอบว่าเข็ม ตลับ หรือชิ้นส่วนที่สัมผัสบาดแผลเป็นของใหม่และเปิดต่อหน้า รวมถึงดูว่าผู้ให้บริการล้างมือ สวมถุงมือ และใช้เครื่องมือที่ผ่านกระบวนการทำให้ปราศจากเชื้อหรือไม่ หากไม่สามารถตอบคำถามเรื่องความสะอาดและการเปลี่ยนอุปกรณ์ได้อย่างชัดเจน ควรหลีกเลี่ยงบริการนั้น
ทำหัตถการความงามแบบใด ต้องระวังการติดเชื้อผ่านเลือด?
ไม่ใช่เพียงการเจาะหูเท่านั้น หัตถการทุกชนิดที่ทำให้ผิวหนังเกิดแผลหรือมีการใช้เข็ม อาจมีความเสี่ยงต่อเชื้อที่ติดต่อผ่านเลือด หากผู้ให้บริการนำอุปกรณ์ปนเปื้อนกลับมาใช้ซ้ำหรือควบคุมการติดเชื้อไม่ถูกต้อง
- การสักตามร่างกายหรือสักคิ้ว
- การเจาะหู จมูก ลิ้น หรืออวัยวะส่วนอื่น
- การฉีดฟิลเลอร์หรือสารต่างๆ เข้าสู่ร่างกาย
- การทำหัตถการทางทันตกรรมโดยผู้ไม่มีใบอนุญาต
- การฝังเข็มหรือใช้เข็มรักษาโดยไม่เปลี่ยนเข็มใหม่
- การใช้เข็มฉีดยาหรืออุปกรณ์ที่มีเลือดปนเปื้อนร่วมกับผู้อื่น
ความเสี่ยงไม่ได้เกิดจากประเภทของความงามเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับมาตรฐานของสถานที่ ผู้ประกอบวิชาชีพ ความสะอาด และการจัดการอุปกรณ์ โดยเฉพาะเข็มและของมีคมที่ต้องเป็นของใหม่หรือผ่านกระบวนการทำให้ปราศจากเชื้อตามมาตรฐาน
เลือกสถานที่เจาะหูและสักอย่างไรให้ปลอดภัย?
- เลือกสถานที่ที่มีใบอนุญาตและตรวจสอบตัวตนผู้ให้บริการได้
- ให้ผู้ให้บริการเปิดเข็มหรืออุปกรณ์แบบใช้ครั้งเดียวต่อหน้า
- ไม่ยอมรับการนำเข็ม เข็มฉีดยา หรือภาชนะบรรจุยากลับมาใช้ซ้ำ
- ตรวจสอบว่าผู้ให้บริการล้างมือและเปลี่ยนถุงมือก่อนทำหัตถการ
- อุปกรณ์ที่นำกลับมาใช้ต้องผ่านกระบวนการทำให้ปราศจากเชื้อ ไม่ใช่เพียงเช็ดด้วยแอลกอฮอล์
- พื้นที่ทำงานควรสะอาด และมีภาชนะทิ้งของมีคมที่เหมาะสม
- หลีกเลี่ยงบริการราคาถูกผิดปกติหรือสถานที่ที่ตอบเรื่องมาตรฐานความปลอดภัยไม่ได้
- ดูแลบาดแผลตามคำแนะนำ และพบแพทย์เมื่อมีอาการบวม แดง ร้อน ปวดมาก หรือมีหนอง
สงสัยสัมผัสเชื้อ ต้องรับยา PEP ภายในกี่ชั่วโมง?
หากเพิ่งถูกเข็มหรืออุปกรณ์ที่สงสัยว่าปนเปื้อนเลือดแทง หรือมีเหตุเสี่ยงต่อเชื้อเอชไอวี ควรรีบล้างบริเวณแผลด้วยน้ำและสบู่ ไม่บีบแผลรุนแรง และไปโรงพยาบาลหรือหน่วยบริการที่ให้คำปรึกษาด้านเอชไอวีทันที เพื่อให้แพทย์ประเมินว่าจำเป็นต้องใช้ยา PEP หรือไม่
องค์การอนามัยโลกแนะนำว่า ยาป้องกันหลังสัมผัสเชื้อ หรือ PEP ควรเริ่มให้เร็วที่สุด โดยเหมาะที่สุดภายใน 24 ชั่วโมง และไม่เกิน 72 ชั่วโมงหลังสัมผัสความเสี่ยง การรักษาโดยทั่วไปต้องรับประทานยาต่อเนื่อง 28 วัน พร้อมตรวจเลือดและติดตามตามกำหนด
ยา PEP ไม่ใช่ยาที่ควรซื้อหรือแบ่งกันรับประทานเอง เพราะแพทย์ต้องประเมินลักษณะการสัมผัส แหล่งความเสี่ยง สุขภาพของผู้รับยา และปฏิกิริยากับยาอื่น หากผ่านไปเกิน 72 ชั่วโมงก็ควรไปพบแพทย์อยู่ดี เพื่อรับการตรวจและวางแผนติดตามในช่วงเวลาที่เหมาะสม
ผลตรวจ HIV หลังเสี่ยง เชื่อถือได้เมื่อไร?
เอชไอวีมีช่วงระยะฟักตัวของการตรวจ หรือ Window period ซึ่งแตกต่างกันตามชนิดของชุดตรวจ CDC ระบุว่า การตรวจแบบแอนติเจนและแอนติบอดีด้วยเลือดจากหลอดเลือดดำมักตรวจพบได้ประมาณ 18-45 วันหลังสัมผัสเชื้อ ขณะที่การตรวจสารพันธุกรรมหรือ NAT อาจตรวจพบได้เร็วประมาณ 10-33 วัน
หากตรวจเร็วเกินไปแล้วผลเป็นลบ ยังไม่สามารถตัดความเป็นไปได้ของการติดเชื้อได้ทั้งหมด ผู้ที่มีความเสี่ยงควรแจ้งวันและลักษณะของเหตุการณ์ให้บุคลากรทางการแพทย์ทราบ เพื่อเลือกวิธีตรวจและกำหนดวันตรวจซ้ำอย่างเหมาะสม
ติด HIV ไม่ได้หมายความว่าเป็นโรคเอดส์ทันที
เอชไอวี หรือ HIV คือไวรัสที่ทำลายระบบภูมิคุ้มกัน ส่วนเอดส์เป็นระยะที่ภูมิคุ้มกันถูกทำลายอย่างรุนแรงและอาจเกิดโรคฉวยโอกาส ผู้ที่ตรวจพบเชื้อเอชไอวีไม่ได้หมายความว่าจะต้องเข้าสู่ระยะเอดส์ หากเริ่มยาต้านไวรัสและรับประทานอย่างสม่ำเสมอ
การรักษาด้วยยาต้านไวรัสสามารถลดปริมาณไวรัสในเลือดจนต่ำกว่าระดับที่ตรวจพบ ช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานได้ดี และทำให้ผู้มีเชื้อสามารถมีสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีได้
หลักฐานจาก CDC และ UNAIDS ยืนยันแนวคิด U=U หรือ Undetectable = Untransmittable หมายถึงผู้มีเชื้อเอชไอวีที่รักษาอย่างต่อเนื่องและรักษาระดับไวรัสให้อยู่ในระดับตรวจไม่พบ จะไม่ถ่ายทอดเชื้อเอชไอวีผ่านการมีเพศสัมพันธ์
อย่าให้ข่าว HIV กลายเป็นการตีตราผู้มีเชื้อ
ต้นฉบับข่าวนำเสนอปฏิกิริยาของคู่หมั้นและครอบครัวในลักษณะตั้งข้อสงสัยต่อหญิงสาว แต่การมีผลตรวจเอชไอวีเป็นบวกไม่ใช่หลักฐานของการนอกใจหรือพฤติกรรมทางเพศแบบใดแบบหนึ่ง เพราะเอชไอวีสามารถแพร่ผ่านเลือด อุปกรณ์ฉีดยาร่วมกัน การตั้งครรภ์และคลอด รวมถึงช่องทางอื่นที่มีสารคัดหลั่งหรือเลือดเกี่ยวข้อง
ผู้มีเชื้อเอชไอวีไม่ควรถูกลดคุณค่า ถูกกีดกัน หรือถูกตัดสินจากสถานะสุขภาพ สิ่งที่ควรทำคือเข้าสู่กระบวนการตรวจยืนยัน รับคำปรึกษา เริ่มการรักษา และดูแลสุขภาพจิต เพราะการตีตราอาจทำให้ผู้คนหลีกเลี่ยงการตรวจหรือไม่กล้าเข้าสู่ระบบรักษา
สาววัย 22 ติด HIV จากการเจาะหูจริงหรือไม่?
ขณะนี้ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะยืนยันว่า หญิงสาวในรายงานติดเชื้อเอชไอวีจากการเจาะหูริมทาง เรื่องที่เผยแพร่ระบุเพียงข้อสันนิษฐานจากประวัติ และยังไม่พบข้อมูลจากโรงพยาบาลหรือหน่วยงานสาธารณสุขจีนที่ยืนยันผลตรวจ ต้นทางการติดเชื้อ และรายละเอียดของเหตุการณ์อย่างเป็นทางการ
อย่างไรก็ตาม สาระเตือนภัยที่ควรนำไปใช้คือการเจาะ สัก และทำหัตถการด้วยเข็มที่ใช้ซ้ำหรือปนเปื้อนเลือด สามารถแพร่เชื้อเอชไอวี ไวรัสตับอักเสบบีและซีได้ จึงควรเลือกสถานที่ได้มาตรฐาน ตรวจดูอุปกรณ์ใหม่ต่อหน้า และหากเกิดเหตุเสี่ยงต้องไปพบแพทย์โดยเร็วที่สุดเพื่อประเมินการรับยา PEP ภายใน 72 ชั่วโมง
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี